ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ หล่อ สนุก ปลุกอารมณ์ !

0

สิ้นสุดการรอคอย…สำหรับเหล่าศิษยานุศิษย์ของแบรนด์ ซูซูกิ ในประเทศไทย กับการเปิดตัว ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ ออกสู่สายตาสาธารณชน แม้จะแอบผิดหวังกันอยู่บ้างกับการไม่นำเครื่อยนต์เทอร์โบเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แต่ด้วยออปชั่นแบบจัดเต็มและราคาที่ประกาศ 4.99 -6.29 แสนบาท ก็ชวนให้คนที่รอคอยชุ่มชื่นหัวใจ

สวิฟท์ เจเนอเรชั่น 3 นอกจากจะเป็นรถธงรุ่นสำคัญของซูซูกิในปีนี้  ยังมีตำแหน่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกของซูซูกิภายใต้เงื่อนไขของโครงการอีโคคาร์เฟส 2 ในประเทศไทย ฉะนั้นทุกสิ่งอย่างภายในตัวรถต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยเฉพาะเรื่องการประหยัดน้ำมันและค่าไอเสีย

เครื่องยนต์ใหม่ เกียร์ใหม่ ไปจนถึงการเลือกใช้แพลตฟอร์มใหม่ Heartect รวมเข้ากับโครงสร้างตัวถังแบบ TECT   เพิ่มความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา คือ ความใหม่ขั้นพื้นฐานของรถรุ่นนี้

สวิฟท์ ใหม่ ยังคงเป็นรถแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ไซส์กะทัดรัด การออกแบบใหม่ ยกให้รถดูสปอร์ตดุดันมากขึ้น เส้นสายที่ชัดเจนทำให้รถดูมีมิติหลากหลาย ดูไม่น่าเบื่อ  กระจังหน้าแบบรังผึ้ง ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ ปรับสูงต่ำได้ 5 ระดับ พร้อม Daytime Running Light ไฟท้าย LED ดีไซน์เป็นรูปตัว C เท่เหลือกิน  ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 185/55R16

บอดี้รถดูปราดเปรียวและเหมือนจะเล็กลงกว่าเดิม แต่หากเทียบกับเจเนอเรชั่น 2 จะพบว่าฐานล้อกว้างกว่า 20 มิลลิเมตร ความกว้างของตัวรถกว้างกว่า 40 มิลลิเมตร เตี้ยกว่าเดิม 15 มิลลิเมตร และน้ำหนักลดลง 64-85 กิโลกรัม แล้วแต่รุ่นย่อย

ภายในเลือกใช้โทนสีดำยอดฮิต สีแห่งสหประชาชาติรถยนต์ที่ต้องการอารมณ์สปอร์ต คอนโซลหน้าออกแบบใหม่ พวงมาลัยสามก้านแบบ D-Shap พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และ ครูสคอนโทรล มาตรวัดออกแนวสปอร์ตตกแต่งด้วยเส้นสีแดงดู พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ LCD

รถในรุ่นท็อปอย่าง GLX-NAVI CVT จะมาพร้อมจอขนาด 7 นิ้ว มีระบบนำทาง ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อมือถือ รองรับระบบ Apple Car Play ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมจอ LCD ออกแบบเป็นทรงกลม 3 จุด ใช้งานง่าย ส่วนในรุ่นรองท็อปลงมา จะเป็นชุดเครื่องเล่นวิทยุ CD MP3 WMA พร้อมระบบ Bluetooth

ความน่าหงุดหงิดของสวิฟท์รุ่นเก่า คือ คับแคบ โดยเฉพาะเบาะนั่งแถวสองกับพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดแมวดิ้นตาย แต่ในเจเนอเรชั่น 3 ข้อด้อยด้านนี้ลดลงไปมาก ดูนั่งสะดวกสบายกว่า เบาะแถวสองมีความเอนลาดไปด้านหลังนั่งสบาย ช่วงวางขาวางเท้ามีพื้นที่เหลือให้ผ่อนคลาย พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง 265 ลิตร เพิ่มขึ้น 54 ลิตร

ช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนยังเลือกใช้เทคโนโลยีเดิม คือ ด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สัน สตรัท พร้อมคอยล์สปริง ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริง แต่มีการปรับจูนใหม่พร้อมพัฒนาให้น้ำหนักลดลงจากรุ่นเดิม

พวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนี่ยนปรับจูนใหม่ ระบบเบรก ในรุ่นล่างจะเป็นด้านหน้าดิส์เบรก หลังดรัมเบรก แต่ในรุ่นท็อปกับรองท็อป จะเป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง แบบมีช่องระบายความร้อน

เครื่องยนต์ใหม่ รหัส K12M ขนาด 1.2 ลิตร เทคโนโลยีใหม่หัวฉีดคู่หรือ DUALJET กำลังสูงสุด 83 แรงม้า (61 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที และเกียร์อัตโนมัติแบบซีวี ที่ปรับจูนซอฟแวร์และติดตั้งอิเล็กทริคปั๊ม อัตราการประหยัดน้ำมัน 23 กม./ลิตร พร้อมรองรับน้ำมัน E20

ระบบความปลอดภัย เริ่มตั้งแต่ติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 ลูก แบบ SRS พร้อมด้วยระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับบนนถนนลื่นหรือทางโค้ง ระบบ Hill Hold Control ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัว ESP ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบ Idling Stop ไม่มียางอะไหล่แต่จะแถมชุดซ่อมยางฉุกเฉินไว้ในทุกรุ่น

“ใด ใด ในโลก ล้วนไม่ สมบูรณ์แบบ” สวิฟท์ ใหม่ ก็เช่นกัน

จากการการเข้าร่วมทดสอบ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มด้วยการเดินลูบไล้ทั่วรถทั้งภายใน ภายนอก ความสวยงามของทุกสัดส่วนสะกดสายตาได้อยู่หมัด ทำไมรู้สึกได้ว่า ทุกอย่างมีจังหวะจะโคนในการออกแบบ บางมุมอ่อนโยน บางมุมเข้มแข็ง จะดูไม่น่ารักก็ตรงลายล้อแม็กซ์ เหมือนคนแต่งตัวดีทั้งชุด แต่มาเชยที่รองเท้า

เส้นทางลงเขาระยะทางประมาณ 15 กม.จากอำเภอสะเมิง ที่ทางทีมงานเตรียมไว้ให้ลองของ ช่างมีครบสารพัดโค้ง แรกเข้าโค้งแรก รับรู้ถึงความเบาของน้ำหนักรถ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจ และบอกกันตามตรงว่า แอบหวั่นรถจะออกอาการง่ายจนทำให้ไม่ปลอดภัย แต่…!! เค้าไม่ได้ออกแบบและผลิตมาให้ติติรถเขาได้ง่ายดายขนาดนั้น

สวิฟท์ ใหม่  ปรับเซ็ทช่วงล่างให้เหนือกว่ารุ่นก่อน พร้อมกับการมาถึงของระบบ ESP ช่วยทำให้ช่วงล่างมีความลงตัวมากขึ้น

เมื่อเริ่มปรับตัวกับน้ำหนักรถได้ การลองจิกเข้าโค้งหักศอกแบบพอท้ายทาย สวิฟท์ ตอบแทนความกล้าของเราด้วามรู้สึก นวลแน่น ! ของช่วงล่างทันที แม้บางโค้งจะแรงจนท้ายแอบออกเล็ก ๆ แต่เมื่อ ESP ทำหน้าที่ของมัน ทุกอย่างก็พอเบาใจ

เข้าสู่ทางเรียบ การจราจรค่อนข้างหนาตา พวงมาลัยไฟฟ้าที่ใส่โมดูลไว้ในชุดมอเตอร์ และใช้มอเตอร์แบบไม่มีแปรงถ่าน (60 แอมพ์) กับรัศมีวงเลี้ยว 4.8 ม. ที่แคบกว่าเดิม ช่วยเพิ่มความคล่องตัวต่อการขับขี่ในเมืองเป็นอย่างยิ่ง

จังหวะการใช้ความเร็วสูงเพื่อให้เข้าถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ Dual Jet ใหม่ เหมือนโดนผีดึงขาให้กดคันเร่งแช่ไว้ไม่ยอมยก เพราะทุกอย่างตอบสนองรวดเร็ว ช่วงความเร็วต้น-กลาง บอกเลยว่าสนุกสนานสราญเท้า แม้รอบเครื่องจะลากสูงตามการทำงานของเกียร์ CVT แต่ทุกอย่างดูสมูท ไหลลื่น

ตั้งสติถอนคันเร่ง ก่อนจะพาตัวเองเตลิดไปมากกว่านี้ เพราะเหลือบตาดูตัวเลขเฉียด 150 กม./ชม. ตัวรถยังนิ่ง แม้น้ำหนักของพวงมาลัยยังดี แต่การโยกแซงก็ยังแอบหวั่นเพราะความเบาของตัวรถอยู่บ้าง ส่วนระบบเบรกทำงานได้น่าชื่นชมเชื่อขนมกินได้ และเมื่อใช้ความเร็วสูงสักหน่อยแอบมีเสียงลมลอดเข้ามาในรถ

ตลอดระยะทางการทดสอบ 81 กม. แม้จะสั้นและตะบี้ตะบันขับเพื่อให้ได้รับรู้ถึงบางเรื่องในขั้นต้น พบว่าอัตราการประหยัดน้ำมันอยู่ 16.5 กม./ลิตร เครื่องเสียงดีมาก แอร์เย็นฉ่ำ บิดหมุนง่ายไม่ต้องละสายตาไปจิ้มกดเหมือนแอร์ดิจิตอลทั่วไป อุปกรณ์ภายในใช้งานง่าย และมีปุ่ม S ที่คันเกียร์เพื่อปรับเป็นโหมดสปอร์ต

ความโดดเด่นด้านสมรรถนะ ความสวยงามของตัวรถ แลกมาด้วยการหายไปของบางอย่าง เช่น วัสดุของคอนโซลหน้า แม้จะสวยงามแต่ก็บอบบางกว่าตัวเก่า ไม่มีกล้องมองหลังเวลาถอยซึ่งควรถูกบรรจุเป็นออปชั่นพื้นฐาน ลายล้อแม็กซ์ที่ควรเสริมสร้างความหล่อให้รถได้มากกว่านี้ และไม่มีแพดเดิ้ลชิปที่พวงมาลัย

โดยรวม ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ มีเรื่องน่าชม มากกว่าเรื่องน่าติ ด้านสมรรถนะการขับขี่เชื่อว่า ณ วันนี้ไม่น่าจะเป็นรองเจ้าใด ออปชั่นก็ถือว่ามีความคุ้มค่าสำหรับรถขนาดเล็ก ด้วยราคา 4.99-6.29 แสนบาท น่าจะเป็นรถอีโคคาร์ที่จ่อขึ้นแท่นรถขายดีได้ไม่ยาก

Comments are closed.