บทสรุป ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถดีราคาแรง ศูนย์บริการคงรู้กันอยู่ คาดราคาทะลุ 1.5 ล้านบาท และเปิดขาย ส.ค. นี้

หลังจากดูการเปิดตัว เฮ้ย!! ไม่ใช่ซิแค่เอามาโชว์ ของรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ดูจะเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยกับรูปลักษณ์ รูปทรง และของที่จัดให้มาแบบพรีเมี่ยม ที่ผู้บริหารของฟอร์ดให้นิยามกระบะคันนี้ว่าเป็น ไฮสปีด ปิคอัพคาดว่าคงจะเปิดตัวในประเทศไทยพร้อมประกาศราคาประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้อย่างแน่นอน ประมาณเดือนสิงหาคมปีนี้ มีรุ่นนี้รุ่นเดียวนะครับ และคาดว่าถ้าจัดเต็มขนาดนี้ราคาขายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาทขึ้นไปแน่นอน

ดูจากของที่ให้มาถ้าคุณมีเงินเหลือจะซื้อไว้ขับเท่ห์ๆคงไม่มีปัญหาสำหรับราคาที่สูง เพราะของที่ให้มาก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา แต่เรื่องศูนย์บริการ และการบริการหลังการขายนี่ซิถ้ายังไม่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น ลูกค้าที่ซื้อไปคงจะเหนื่อยหน่อยนะครับ สุดท้ายก็อยู่ที่คุณเองว่าอยากได้รถดีๆไว้ในครอบครองโดยไม่สนบริการหลังการขายหรือเปล่า ถ้าใช่เก็บเงินรอเลย เพราะรถกระบะคันนี้สุดมาก !! ซื้อไปคุ้มครับ ทั้งการออกแบบภายนอก ภายใน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง สุดยอดมากแถมคุณอาจจะเป็นเพียงไม่กี่คนที่เป็นเจ้าของ เจ้าสุดยอดรถกระบะคันนี้ รับรองไม่เกลื่อนถนนแน่นอน เอาละเรามาดูบทสรุปง่ายๆดีกว่าว่าฟอร์ดใส่อะไรมาใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คันนี้บ้าง

จุดเด่นภายนอก

  1. กระจังหน้าใหม่คำว่า FORD บนกระจังหน้า แต่คนไทยคงจะชินเพราะตามที่ขายอุปกรณ์แต่งรถมีเพียบ ไม่เซอร์ไพรส์เท่าไหร่
  2. แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ทนต่อการบุบและรอยขีดข่วน และยังถูกตีโป่งขยายออกเพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้น
  3. บันไดข้างรถออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ ผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอย
  4. บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2 ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน
  5. ท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร
  6. เลือกใช้ยาง All-terrain BFGoodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยางมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838 มิลลิเมตร กว้าง 285 มิลลิเมตร พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว

จุดเด่นภายใน

  1. เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะพร้อมเดินด้ายสีน้ำเงินช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น
  2. แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ
  3. พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ พร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแมกนีเซียมน้ำหนักเบาทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการมีแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัยด้วย ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโกแร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย

จุดเด่น แชสซี ระบบเบรก และช่วงล่าง

  1. แชสซีได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น แชสซีผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง แชสซีด้านหน้าได้มีการเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา
  2. ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์โช้คซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระโดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก
  3. ชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน
  4. คาลิเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร
  5. โช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบเพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง
  6. ปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด
  7. ระบบ Terrain Management System (TMS) สำหรับโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย ได้แก่ โหมดปกติ, โหมดสปอร์ต, โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ, โหมดโคลน/ทราย, โหมดหิน, โหมดบาฮา ได้ใช้ป่าวไม่รู้แต่ใส่มาให้เต็มไว้ก่อน

ขุมพลังแห่งการขับเคลื่อน

  1. ระบบส่งกำลังของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ให้กำลังและแรงบิดที่เหนือกว่า ประหยัดน้ำมันมากขึ้น น้ำหนักน้อยลง รวมถึงการปรับประสานเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ เพลา พวงมาลัย เบรก และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program) สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ
  2. เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา เนื่องจากเกียร์มีทั้งหมด 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น
  3. เครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร

เทคโนโลยีที่สะดวกสบายเพื่อการใช้งานจริง

  1. เทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง
  2. ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program) จะคอยช่วยเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหันจนรถเริ่มเสียการทรงตัว ระบบนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control) ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control) กล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง