วิถีอีซูซุ ความต่างขอการทำงาน สู่ความต่างของยอดขาย

เพิ่งจะผ่านพ้นไปกับงานฉลองครบรอบ  60 ปีทอง กับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยของ อีซูซุ ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่ยืนหยัดด้วยการนำเสนอโปรดักซ์เพียงเซ็กเมนท์เดียวให้กับลูกค้า คือ รถปิกอัพ แต่ยังสร้างยอดขายอยู่ในแถวบนของตารางยอดขายมาอย่างต่อเนื่อง

ในสภาวะตลาดที่เริ่มจะปรับตัวดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์เอาไว้ว่า ตลาดรถยนต์ในปี 2560 น่าจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4-5% แต่ในตอนนี้ยังไม่ครบ 12 เดือน ภาพรวมของตลาดรถยนต์ขายตัวโตขึ้นไปแล้วกว่า 10% เฉพาะส่วนของรถปิกอัพของอีซูซุ มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 8% ถ้าไม่ใช่บอกว่านี่คือปีที่ดีมากอีกปีหนึ่งของซูซุก็คงไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรกรรมการผู้จัดการ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์  มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ ตอบคำถามนักข่าวภายในงานฉลอง 60 ปี ด้วยการคาดการณ์ว่า ตลาดรถปิกอัพของประเทศไทยในปีนี้ รวมทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 3.5-3.6 แสนคัน ขยายตัวจากปีที่ 7-8% ทั้งการเปิดตัวรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความนิยมไม่แพ้กับรุ่นเดิม จากที่เคยตั้งเป้ายอดขายไว้ 1.2 แสนคัน ล่าสุดประกาศปรับเป้าเหมายอดจำหนายในปีนี้เป็น 1.3 แสนคัน

ส่วนด้านของรถเพื่อการพานิชย์ หรือกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ จากตัวเลขยอดขายในตลาดรวม 28,000-29,000 คัน แม้คาดการกันว่าภาพรวมจะขยายตัวไม่มาก แต่อีซูซุก็เชื่อมั่นในโปรดักซ์ของตน ขยายเป้าหมายการขายจากเดิมที่ตั้งไว้ในรถกลุ่มนี้ที่ 13,000 คัน เป็น 14,000 คัน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ารถประเภทนี้เป็นกลุ่มตลาดขนาดเล็กและมีราคาสูงมาก แต่ก็ยังกล้าขยายเป้าเพิ่มไปอีกถึง 1000 คันหากมองสภาพของแต่ละอุตสาหกรรมในประเทศไทย แม้จะมีบางอุตสาหกรรม เช่น การก่อสร้าง ขยายตัว แต่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เรื่องการขนส่งไม่ได้ขยายตัวตามไปด้วย แต่สิ่งที่เชื่อมั่นว่าตลาดรถเพื่อการพานิชย์จะมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น เพราะกลุ่มธุรกิจเพื่อการส่งออกเริ่มมีการขยายตัวขึ้น ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ดีได้ แต่กลุ่มที่จะขยายตัวมากน่าจะเป็น รถบรรทุกขนาดใหญ่ ขนาด 6 ตันขึ้นไป

จากคำบอกเล่าของผู้บริหารหนุ่ม นอกจากเรื่องของสภาพเศรษฐกิจที่กำลังกลับมาฟื้นคืนเช่นเดิมแล้ว ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง คือ ความเชื่อมั่นและภักดีต่อแบรนด์ของกลุ่มลูกค้าอีซูซุที่มีอยู่สูงมาก ทั้งในเรื่องของคุณภาพผลิตภัณฑ์และงานบริการหลังการขาย


มาถึงตรงนี้ น่าจะมีคำถามจากหลายคนว่า สินค้าของ อีซูซุ มีดีกว่าชาวบ้านตรงไหน ?

คำตอบอย่างตรงไป ตรงมา คือ ไม่ได้ดีกว่า….แต่อย่างใด

ในยุคแห่งการใช้เทคโนโลยีนำการขาย ไล่เรียงตั้งแต่เครื่องยนต์ไปจนถึงน็อตล้อ ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าทุกค่ายนั้น ทันกันหมด เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะนำเสนออะไรไปถึงลูกค้าได้มากแค่ไหน….

แต่ถ้าจะมีใครจะมาบอกว่า รถอีซูซุ ดีกว่าชาวบ้าน อันนี้ก็ไม่เถียง ลางเนื้อชอบลางยา

ความจริงที่แท้ของความสำเร็จ พร้อมสร้างความแตกต่างให้กับตนเองได้อย่างโดดเด่นเหนือคู่แข่ง  คือ การมองตลาดและผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ต่างหาก…“วิถีอีซูซุ” ถูกถ่ายทอดไปยังผู้จำหน่ายรถยนต์ทุกรายในสังกัด ซึ่งมันคือ ความแตกต่างจากคู่แข่งที่แสดงให้เห็นชัดเจน และมันถูกส่งต่อไปยังลูกค้าได้อย่างมีประสิทภาพ แบบไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา หรือ ทำทริปท่องเที่ยวประหยัดน้ำมันอะไรให้วุ่นวาย

วันนี้ หากใครคิดจะโดดลงมาแข่งขายรถกับอีซูซุ จึงต้องเหนื่อยหนักกว่าเดิมหลายเท่า ไม่ใช่เพราะงานขายที่เก่งกว่า แต่งานดูแลและเอาใจใส่ลูกค้าต่างหากที่คู่แข่งต้องสู้ด้วย

หากพูดถึงตลาดรถกระบะกันอย่างเดียว ถ้า 2 เดือนสุดท้าย คู่แข่งคนสำคัญยังมองไม่เห็นปัญหาของสนิมที่เกาะกิน ความห่างของยอดขายที่อาจจะชนะกันแค่หลักร้อยคัน ความยากก็ดูว่าจะหากกันเป็นหลักพันคันได้ไม่ยาก

หากอีซูซุจะคว้าเบอร์หนึ่งยอดขาย ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในปีนี้