สัมผัสแรก ไทรทัน ไมเนอร์เชนจ์ สวยแกร่ง พร้อมลุย

0

เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลก ที่ประเทศไทย สำหรับ “มิตซูบิชิ ไทรทัน” โฉมไมเนอร์เชนจ์ เจเนอเรชันที่ 5 ของรถปิกอัพในตระกูล L200 แห่งค่ายมิตซูบิชิ ซึ่งนับเป็นการไมเนอร์เชนจ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะรูปร่างหน้าตาภายนอกที่ปรับเปลี่ยนใหม่เกือบหมด

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้เป็นการปรับเฉพาะในรุ่นขับ 2 ยกสูง และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น โดยจะเปลี่ยนครบหมดทั้ง 3 รูปแบบตัวถัง ไม่ว่าจะเป็น ดับเบิลแค็บ, เมกาแค็บ และซิงเกิลแค็บ ส่วนรุ่นความสูงปกติยังคงทำตลาดด้วยหน้าตาแบบเดิมไปก่อนในช่วงนี้

ความโดดเด่นที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดของการปรับโฉมครั้งนี้ต้องยกให้กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ Dynamic Shield ที่ต้องมีอยู่ในทุกโมเดลของ Mitsubishi Motors ในปัจจุบัน แต่พอนำมาใส่กับ New Triton ไม่เพียงจะดุดันมากขึ้น แต่ยังทำให้ดูล้ำสมัยกว่ารถกระบะแบรนด์อื่นๆ ด้วยการดีไซน์ภายใต้แนวคิด “Rock Solid–แกร่งดังหินผา” โดยการออกแบบภายใน-ภายนอกจะสะท้อนถึงจิตวิญญาณ “Engineered Beyond Tough–แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค” ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ที่มีมาอย่างยาวนานของค่ายรถยนต์แห่งนี้

นอกเหนือจากการปรับโฉมภายนอกแล้ว มิตซูบิชิ ยังจัดเต็มในส่วนอื่นๆ อีกหลายรายการ เราจะไล่เลียงไปตามลำดับ เริ่มจาก เกียร์อัตโตมัติจาก 5 สปีด มาเป็นรุ่น 6 สปีด ระบบช่วงล่าง มีการเปลี่ยนขนาดของโช้คอัพใหม่ จากเดิม เส้นผ่าศูนย์กลาง 42.7 ซม. มาเป็นขนาด 45 ซม. และเปลี่ยนค่า K ของแหนบที่ใช้รองรับ โดยทำให้นุ่มขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ระบบเบรก เปลี่ยนคาลิเปอร์เบรกจากขนาด 60.6 ตัวเดียว มาเป็นขนาด 45.4 สองตัว เพื่อช่วยเพิ่มการจับจานเบรกให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสาร ปรับเปลี่ยนดีไซน์ของคอนโซลกลางใหม่หมด รวมถึงหน้าปัดแสดงผล ติดตั้งช่องดูดแอร์จากทางด้านหน้ามาเป่าที่ด้านหลัง เพิ่มมือจับเวลาขึ้นรถสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และเพิ่มช่องเสียบ USB อีก 2 ช่อง พร้อมที่วางโทรศัพท์ทางด้านหลัง กล้องมองรอบคัน และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ

สำหรับระบบความปลอดภัย จัดมาให้เพียบ ระบบช่วงลงทางลาดชัน (HDC), ระบบเตือนวัตถุท้ายรถ (RCTA), ระบบเตือนวัตถุในจุดอับสายตาและช่วยเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน, ระบบอัลตราโซนิค ป้องกันการเร่งความเร็วสูงขณะออกตัว(UMS), ระบบตรวจจับวัตถุทางด้านหน้ารถ (FCM) เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ โดยจะทำงานแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ เตือนด้วยเสียง-ไฟสัญญาณ, เพิ่มเบรกเบาๆ และเพิ่มเป็นเบรกหนัก ทั้งนี้ การทำงานจะขึ้นกับความเร็วที่ใช้

ด้านฟังก์ชันเกี่ยวกับการขับขี่มีการพัฒนาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่ Super-Select 4WD II และเพิ่มโหมดควบคุม Easy-Select 4WD ที่มอบพละกำลังการควบคุมตัวรถที่เหนือชั้นพร้อมฝ่าทุกอุปสรรคในทุกสภาพถนน มีโหมด 4HLc ให้เลือกใช้งานเมื่อรถต้องการแรงบิดสูงในรอบต่ำ รวมถึงเพิ่มโหมดการขับแบบออฟโรดให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับแบบการขับขี่ได้ถึง 4 แบบ ได้แก่ Gravel ทางฝุ่นลูกรัง, MUD&SNOW ทางโคลนหรือหิมะ, SAND ทางฝุ่นทราย และ ROCK ทางหิน (เฉพาะโหมด 4LLc เท่านั้น)

ในการทดลองขับเป็นการสัมผัสรถด้วยตนเองเพียงแค่ 2 สถานี ตามที่ทีมงานมิตซูบิชิได้จัดไว้ ส่วนอีกหนึ่งสถานีได้จัดให้เรานั่งร่วมกับนักแข่งดาการ์แรลลี่ระดับตำนานอย่าง มร.ฮิโรชิ  มาสุโอกะ แม้อาจจะไม่สามารถสรุปโดยละเอียดได้มากนัก เพราะเป็นการขับในช่วงระยะและเวลาสั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามชัดเจนว่า มิตซูบิชิต้องการให้สื่อมวลชนโฟกัสที่สมรรถนะของระบบขับเคลื่อนบนเส้นทางออฟโรดเป็นหลัก

เริ่มต้นที่ Flat Dirt Course เป็นการขับบนทางดิน ทดสอบการควบคุมและเสถียรภาพของรถ โดยมีทางโค้งรูปแบบต่างๆ ให้ได้ลองสัมผัสการทำงานของ Super Select 4WD II ที่พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีของรถแข่ง เป็นการผสมผสานระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-Time และ Full-Time เข้าไว้ด้วยกัน ควบคุมการปรับโหมดด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มการยึดเกาะและให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม รวมทั้งพวงมาลัยที่น้ำหนักเบาทำให้ควบคุมได้ดีเวลาเข้าโค้ง

สถานีถัดมาเพิ่มอุปสรรคขึ้นมาเล็กน้อยตามชื่อที่ตั้งเอาไว้ว่า Off Road Obstacle Course เพื่อให้ลองขับรถไต่ขึ้นเนินสูงเพื่อลองใช้งานระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist-HSA) และทดสอบกำลังของเครื่องยนต์ดีเซล MIVEC และการทำงานของเกียร์อัตโนมัติใหม่ 6 สปีด รวมทั้งระบบควบคุมรถขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control-HSA) ที่นำมาติดตั้งในรถกระบะของพวกเขาเป็นครั้งแรก

ระบบช่วยลงทางลาดชันนั้นใช้งานได้ดี จับเร็วโดยไม่มีอาการหวาดเสียวแต่อย่างใด ถัดจากนั้นเป็นการขับผ่านอุปสรรคต่างๆ ทั้งเนินเอียง เนินสลับ เพื่อดูกำลังและการบิดตัวของรถ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าไม่ได้ยินเสียงการบิดตัวของตัวถัง นั่นหมายความว่า มีการประกอบที่ดี สมกับที่โรงงานมิตซูบิชิไทยเป็นฐานการผลิตปิกอัพเพื่อส่งออกไปทั่วโลก

ในส่วนของเครื่องยนต์ New Triton คันที่ได้ทดสอบเป็นรุ่น Double Cab โดยเส้นทางทดสอบสั้นเกินกว่าจะเรียนรู้กำลังของเครื่องยนต์ดีเซล MIVEC Clean Diesel VG Turbo 2.4L แบบเต็มสมรรถนะ แต่เท่าที่ได้ขับพอจะรู้สึกได้ว่ามีอัตราเร่งที่น่าพอใจจากการที่มีกำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดที่สูงถึง 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ/นาที

ไทรทัน ไมเนอร์เชนจ์

ถึงคิวการไปนั่งเคียงข้างกับ มร.ฮิโรชิ  มาสุโอกะ อดีตแชมป์ดาการ์ แรลลี่ 2 สมัยซ้อน วัย 58 ปี โชว์ทักษะการขับที่เหนือชั้น และความแม่นยำในการควบคุม เรียกว่าเข้าทุกโค้งด้วยความเร็วสูงสุดที่ทำได้ จนทำให้นักข่าว 3 คนที่นั่งอยู่ในรถตัวโยนไปโยนมากันสนุกสนานในช่วงเวลาราวๆ 40 วินาที แต่เต็มไปด้วยความมันส์เหมือนขึ้นรถไฟเหาะเลยทีเดียว

สิ่งที่สัมผัสได้คือ ระบบช่วงล่างในช่วงที่เป็นเนิน จังหวะที่ลงมากระแทกกับพื้นถนนรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลกว่ารถกระบะทั่วไป การดูดซับแรงสั่นสะเสือนที่ดีขึ้น โดย ไทรทัน ใหม่ ติดตั้งระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแบบปีกนก 2 ชั้น คอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลงขนาดใหญ่เพื่อการยึดเกาะถนนที่ดี และระบบกันสะเทือนหลังแบบแหนบแผ่นซ้อนติดตั้งเหนือเสื้อเพลาพร้อมโช้คอัพไขว้ขนาดใหญ่ออกแบบจุดยึด ปรับตั้งแหนบใหม่ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล และยึดเกาะถนนดีขึ้น

เรียกว่าเป็นการสัมผัส ไทรทัน ใหม่ แบบเบื้องต้นให้พอรู้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างไร และเชื่อว่าอีกไม่นานนี้ มิตซูบิชิ จะจัดการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้สื่อมวลชนไทยได้สัมผัสสมรรถนะอย่างเต็มที่อีกครั้ง

 

Comments are closed.