‘โตโยต้า’ ฟันธง‘ไทย’เหมาะ รถไฮบริด ต่อยอดรถอีวี ในอนาคต

นับเป็นการพบปะกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการของแม่ทัพคนใหม่แห่งบ้านสำโรงอย่าง มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในงาน แถลงข่าว “สรุปยอดขายครึ่งปีแรกและแนวโน้มตลาดรถยนต์ไทยในครึ่งปีหลัง” เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา

เล่าประวัติโดยสังเขป มร.ซึงาตะ ชายร่างสันทัดวัย 56 ปี หน้าตาใจดี เคยรับตำแหน่ง สำคัญในประเทศไทยในฐานะ ผู้ประสานงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบดูแลทางด้านการ ตลาด ช่วงปี 2549 – 2551 ก่อนหน้านั้นก็คลุกคลีกับการดูแลตลาดในละแวก เออีซี มานาน หลายปี

ซึ่งหมายความว่า เขาคนนี้ น่าจะรู้จักถึงความตื้นลึก หนาบาง และความโหดเหี้ยมของ ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเป็นอย่างดี

หากสังเกตจะเห็นว่าตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมาหลังจากรับตำแหน่ง โตโยต้า ค่อนข้างจะสงบเสงี่ยมในท่าที เป็นปรากฎการณ์ที่เห็นได้ไม่บ่อยนักจากยักษ์ใหญ่ แม้จะไม่ได้ แพ้กราวรูดมหาศาลในด้านยอดขาย ไปจนถึงไม่มีสินค้าใหม่โดนใจ แต่ก็เหล่าทีมบริหารของ โตโยต้าก็ดูจะไม่ได้ ขยับดิ้นสู้อะไรมากมายนัก

ประหนึ่งว่ากำลังเปิดเพลง “ล้มบ้างก็ได้” ของ พี่บอย โกสิยพงษ์ ฟังไปพลาง พร้อมกับ ขอจัดการปัญหาหลังบ้านให้เรียบร้อยเข้าที่เข้าทาง ก่อนจะกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ในปีหน้า

สารพันคำถามจากสื่อมวลชนถูกสาดเข้าไปประหนึ่งพายุบุแคม พร้อมใจกันต้อนรับท่าน กรรมการผู้จัดการใหญ่กันอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนรอมานาน คือ ท่าทีต่อนโย บายการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของภาครัฐ

ความชัดเจนว่า “เอาแน่” คือ การเข้าพบกับรองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นอกจากเรื่องของการพูดคุยถึงเรื่องบทบาทของบริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิ เนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือ TDEM ในประเทศไทยยังมีเรื่องของการลงทุนเพิ่มเติมในเรื่อง ของรถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และรถอีวีอีกด้วย

“ก่อนอื่นต้องกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่พิจารณาเรื่องรถยนต์เพื่ออนาคตทั้งรถอีวีและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด นโยบายของรัฐบาลโตโยต้าพร้อมตอบสนองทุกประการ เรามุ่งหวังที่จะให้ มีความแพร่หลายของรถยนต์ไฮบริดในภูมิภาคนี้เช่นเดียวกับในญี่ปุ่นและอเมริกา ซึ่งกำลังหารือ กับบีโอไอในการเข้าร่วมโครงการให้ทันภายในสิ้นปีนี้เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ภาครัฐกำหนด”

เรื่องของมาตรการสนับสนุนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและแพ็คเกจของรัฐ บาลที่ประกาศส่งเสริมออกมาพร้อมกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เฉพาะ อย่างยิ่ง การปรับภาษีสรรพสามิตลด 50% จากอัตราเดิมถือว่าเพียงพอแล้ว

“ปัจจุบันรถไฮบริดในประเทศไทยยังไม่มีการแพร่หลายเพราะว่ารุ่นที่จำหน่ายยังมีน้อย ยกตัวอย่าง โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด ยังเป็นรถในกลุ่มพรีเมียมที่มีราคาจำหน่ายสูง ถ้ามองจากมุม ผู้บริโภคเองอาจจะยังไม่คุ้มค่าที่จะหันมาซื้อเมื่อเรียบเทียบกับการประหยัดน้้ำมันที่จะได้ ซึ่งผม หวังว่าสิทธิประโยชน์ในเชิงภาษีจะเป็นส่วนช่วยในการทำราคาจำหน่ายที่ถูกลงและผลักดันให้เกิดความแพร่หลายของรถไฮบริดต่อไป”

สำหรับ โตโยต้ามีนโยบายที่จะออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบหลาก หลาย ไม่ว่าจะเป็นรถอีวี ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด หรือเอฟซีวี เราต้องการที่จะออกผลิตภัณฑ์ให้ เหมาะกับแต่ละตลาดและผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย สำหรับประเทศไทยเราศึกษาอย่างครบ ถ้วนว่า น่าจะเหมาะกับรถไฮบริดมากที่สุด

อย่างไรก็ตามเราก็พร้อมที่จะมีการพัฒนาไฮบริดในรุ่นต่าง ๆ และออกมาเพื่อรองรับใน แต่ละตลาดของประเทศนั้น ๆ ให้มากยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่ารถยนต์ไฮบริดจะเป็นตัวเชื่อมไปยังรถ ยนต์ไฟฟ้าแบบอีวีในอนาคตได้

จากคำตอบของ มร.ซึงาตะ น่าจะชดเชยความเงียบงันในช่วงที่ผ่านมาโตโยต้าได้เป็น อย่างดี นอกจากการบอกใบ้ว่าคนไทยอาจได้ใช้รถไฮบริดขนาดเล็ก ราคาไม่แพงมากนักในไม่ ช้านานนี้แล้วนั้น

บทสรุปสำคัญก็คือ โตโยต้า ประเทศไทย จะเดินหน้าลุย “รถไฮบริด” ส่วนเรื่องปลั๊กอิน กับรถไฟฟ้า “เป็นเรื่องของอนาคต”