รถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid พร้อมป้องกันตำแหน่งแชมป์ที่ Le Mans

0

สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ Le Mans 24 ชั่วโมง ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 84 ในวันที่ 18 และ 19 มิถุนายนนี้ ทีมปอร์เช่คือหนึ่งในผู้เข้าร่วมลงแข่งในรายการที่ถือได้ว่าเต็มไปด้วยความทรหดที่สุดในโลก ด้วยการส่งรถแข่ง 919 Hybrid ซึ่งถือครองสถิติต่างๆ ไว้มากมาย ลงสนามเพื่อป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกทั้งในประเภทโรงงานผู้ผลิตและประเภทนักขับ โดยการแข่งขันที่ Le Mans นับเป็นสนามที่ 3 สำหรับทัวร์นาเม้นท์ FIA World Endurance Championship (WEC) ประจำฤดูกาลแข่งขัน 2016 นี้ ผลงานภายในปีที่ผ่านมา 3 นักแข่งซึ่งประกอบไปด้วย Romain Dumas (FR) Neel Jani (CH) และ Marc Lieb (DE) สามารถยึดอันดับผู้นำประเภทนักขับไว้ได้ ส่วนทางด้านของ 3 นักแข่งแชมป์โลกปัจจุบัน Timo Bernhard (DE) Brendon Hartley (NZ) และ Mark Webber (AU) กลับโชคไม่ดีในการแข่งขันที่ผ่านมาใน 2 สนามแรกของปี (ประสบอุบัติเหตุที่ Silverstone และ ยางรั่วที่ Spa-Francorchamps) การแข่งขันที่ La Sarthe ในครั้งนี้ผู้ชนะจะได้รับรางวัลใหญ่เป็นคะแนนสะสมทั้งประเภทโรงงานผู้ผลิตและประเภทนักขับ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับสนามอื่นอีก 8 สนามที่ใช้ระยะเวลาในการแข่งขันเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้นนี่คือการลงแข่งขันในรายการ Le Mans เป็นครั้งที่ 3 สำหรับทีมปอร์เช่ หลังจากการหวนกลับคืนสู่สังเวียนกีฬาความเร็วระดับแนวหน้าของโลกอีกครั้งหนึ่งของทีมแข่งจากบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ในฤดูกาล 2015 ที่ผ่านมาความพยายามของปอร์เช่ก็ส่งผลสำเร็จด้วยระยะเวลาในการบ่มเพาะผลงานเพียง 2 ปีเท่านั้น รถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำหน้า นวัตกรรมพละกำลังเครื่องยนต์เบนซิน V4 ติดตั้งระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จ ขนาดความจุเพียง 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบชาร์จพลังงานกลับแบบ 2 ช่องทาง หรือ two energy recovery systems (เก็บพลังงานจากระบบเบรกและระบบระบายไอเสีย) ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 900 แรงม้า (662 กิโลวัตต์) โลดแล่นไปบนสนามด้วยรูปทรงที่ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่งผลให้ตัวรถมีแรงต้านทานการเคลื่อนที่ต่ำ (low drag) ซึ่งในเส้นทางตรงรถแข่งปอร์เช่ 919 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงPorsche Team: Marc Lieb, Romain Dumas, Neel Jani (l-r)

Porsche Team: Mark Webber, Timo Bernhard, Brendon Hartley (l-r)ทีมงานผู้ขับขี่ทั้ง 6 คน ล้วนแล้วแต่เคยสัมผัสประสบการณ์ในการลงแข่งขันที่ Le Mans มาแล้ว รวมกันกว่า 49 ครั้งBernhard/Hartley/Webber สามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 ในปีที่ผ่านมา ด้วยรถแข่งหมายเลข 1 ในส่วนของ Dumas/Jani/Lieb ซึ่งทำผลงานด้วยการคว้าอันดับที่ 5 ในสนามนี้เมื่อฤดูกาล 2015 ลงชิงชัยด้วยรถแข่งหมายเลข 2 นักแข่งผู้คว้าอันดับ 1 ของรายการในปีที่แล้วได้แก่ Earl Bamber (NZ) Nico Hülkenberg (DE) และ Nick Tandy (GB)

ความคิดเห็นก่อนการแข่งขัน:

Fritz Enzinger รองประธาน LMP1: “การได้กลับมาเตรียมพร้อมในการเข้าร่วมแข่งขันที่ Le Mans นั้น นับเป็นการปลุกเร้าความรู้สึกให้แก่ทีมงานทุกคน ชัยชนะที่ Le Mans มีความหมายเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานในสนามอื่นๆ เนื่องจากความยากลำบากในการแข่งขันที่ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ โดยเราสามารถประสบความสำเร็จในฤดูกาล 2015 ภายหลังจากการตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขันในทัวร์นาเม้นนี้เพียง 2 ปีเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ช่วยผลักดันให้ทีมของเราก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่นอนว่าการแข่งขันในฤดูกาล 2016 นี้จะทวีความยากลำบากมากยิ่งขึ้นกว่าทุกๆ ปี ทีมแข่งปอร์เช่คือผู้สร้างบรรทัดฐานและนวัตกรรมเทคโนลยีวิศวกรรมยานยนต์ใหม่ ด้วยรถแข่งที่ล้ำยุคที่สุดในสนาม”

Andreas Seidl หัวหน้าทีมแข่ง: “ทีมงานในสนามแข่งและเจ้าหน้าที่ผู้เป็นกำลังหนุนสำคัญใน Weissach ต่างปฏิบัติงานของตนเองได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบหรือการเตรียมความพร้อมต่างๆ Le Mans คือการแข่งขันที่ให้บทเรียนสำคัญอันเปี่ยมไปด้วยคุณค่าแก่ทีมงานของเราอย่างมาก ในฤดูกาล 2014 ทีมงานต้องเข้าร่วมการแข่งขันทั้งที่ยังขาดประสบการณ์ ถึงกระนั้นเราก็ยังสามารถทำผลงานได้ดีเกินกว่าที่ใครๆ คาดคิด ทีมงานทุกคนได้เรียนรู้ถึงความยากลำบากในการที่จะได้มาซึ่งความสำเร็จ ในส่วนของปี 2015 ที่ผ่านมานั้น เราได้ส่งรถแข่งเข้าร่วมทั้งหมด 3 คันด้วยกัน เป็นเรื่องที่ดีเมื่อทั้ง 3 คันสามารถวิ่งได้จนจบการแข่งขัน รวมถึงในการคว้าอันดับ 1 และอันดับ 2 มาครอบครองได้อีกด้วย การแข่งขัน Le Mans ฤดูกาล 2016 นี้ นับได้ว่าเป็นการลงสนามครั้งที่ 19 ของทีม ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก ถึงแม้ว่าเราจะมีการเตรียมตัวที่ยอดเยี่ยมกว่าทุกครั้งทั้งในด้านของเทคนิคและในด้านของการปฏิบัติการก็ตาม แต่ทีมงานทุกคนรู้ดีถึงบททดสอบอันสุดแสนท้าทายกับการแข่งขันในสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง หากไม่คิดถึงปัญหาทางด้านเทคนิคหรืออุปสรรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในสนามแล้ว นี่คือการแข่งขันเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของทีมงานอย่างแท้จริง บุคลากรทุกคนต่างให้ความสำคัญกับจุดนี้และเรารู้สึกพร้อมที่จะไปเอาชัยชนะกลับมา”

ทีมงานนักแข่งผู้ควบคุมรถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrids หมายเลข 1:

Timo Bernhard (35 ปี ชาวเยอรมัน):

(ผ่านการแข่งขัน 9 ครั้ง: ผู้ชนะคะแนนรวมอันดับ 1 ฤดูกาล 2010, คะแนนรวมอันดับ 2 ฤดูกาล 2015, ผู้ชนะ class GT ฤดูกาล 2002)

“ผมรู้สึกตื่นเต้นกับการแข่งขันในครั้งนี้จริงๆ! Le Mans คือรายการใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งและเป็นประวัติศาสตร์ของโลกกีฬาความเร็ว เส้นทางในสนามแข่งเต็มไปด้วยความพิเศษด้วยการผสมผสานระหว่างถนนสาธารณะและถนนในสนามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับ Le Mans แล้ว สิ่งที่นักขับอย่างเราจะต้องทำให้ได้คือการพยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้  เตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมเต็มที่สำหรับการแข่งขันเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงในรถ คุณจะต้องอาศัยการตัดสินใจอันถูกต้องแม่นยำในขณะขับเข้าโค้งปอร์เช่ (Porsche curves) ขณะที่ความเร็วกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยส่วนตัวแล้วผมมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของรถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid และทีมงานสนับสนุนที่แข็งแกร่ง”

 Brendon Hartley (26 ปี ชาวนิวซีแลนด์):

(ผ่านการแข่งขัน 4 ครั้ง: คะแนนรวมอันดับ 2 ฤดูกาล 2015)

“ครั้งแรกของผมในการลงแข่งขันรายการ Le Mans เมื่อปี 2012 ผมรู้สึกตกหลุมรักการแข่งขันนี้ในทันที ค่ำคืนแห่งการประลองความเร็วคือประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืม ผมรู้สึกดีกับความรู้สึกถึงความเร็วที่มากมายมหาศาล รวมทั้งสนามแข่งที่ไม่เหมือนกับสนามอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นฝูงชนที่คอยเชียร์อยู่บริเวณต่างๆ โดยเฉพาะในเส้นทางตรงยาวและโค้งปอร์เช่ (Porsche curves) ผมคิดว่านี่คือสนามแข่งขันความเร็วสูงที่ยอดเยี่ยมที่สุดยิ่งกว่าสนามแข่งใดๆ ในโลก มันเต็มเปี่ยมไปด้วยการแข่งขันระยะยาวอันดุเดือด บรรยากาศรายล้อมแสนพิเศษสุดที่ไม่ธรรมดาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสภาพรถแข่งที่ร่วมรายการ 1 สัปดาห์ก่อนการแข่งขัน ขบวนพาเหรดในวันศุกร์บนถนนหนทางของ  Le Mans คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ การได้ลงแข่งขันในรายการนี้ด้วยฐานะของทีมแข่งปอร์เช่คือความฝันที่กลายเป็นจริงของผม”Mark Webber (39 ปี ชาวออสเตรเลีย):

(เข้าร่วมการแข่งขัน 4 ครั้ง: คะแนนรวมอันดับ 2 ฤดูกาล 2015, ไม่ได้ลงแข่งขันในปี 1998 และ 1999)

“การแข่งขันครั้งนี้คือโอกาสอันดีที่น่าเหลือเชื่อสำหรับเราทุกคน – ไม่ว่าจะเป็น Timo, Brendon, และตัวผมเอง รวมทั้งทีมงานปอร์เช่ – ในการคว้าบางสิ่งบางอย่างที่เต็มไปด้วยความพิเศษสุดมาครอบครอง เราเข้าใกล้ความสำเร็จดังกล่าวเอามากๆ ในฤดูกาล 2014 แต่กลับต้องออกจากการแข่งขันไป ส่วนในฤดูกาล 2015 เราทำได้ในอันดับที่ 2 เหลือเพียงสิ่งเดียวที่เราจะต้องทำให้สำเร็จและลิ้มรสชาติของชัยชนะอันหอมหวานร่วมกัน ก่อนอื่นเราต้องมีแผนการแข่งขันที่ดีตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยการเริ่มต้นพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ที่อาจเป็นไปได้นอกเหนือจากการแข่งขัน นั่นคือในแง่ของการปฏิบัติงาน วิธีการขับขี่เมื่อต้องเผชิญกับคู่แข่งที่วิ่งอยู่ในอันดับท้ายๆ ของสนาม รวมทั้งสภาพอากาศ เราจึงทำงานกันอย่างละเอียดรอบคอบทุกขั้นตอน นำมาซึ่งความพร้อม ทีมงานทุกคนไม่เคยหลงระเริงในชัยชนะที่เคยได้รับ สิ่งที่เราทำคือการจัดเตรียมทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้ก่อนการแข่งจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการคว้าชัยชนะให้เกิดขึ้นมากที่สุดเฉกเช่นเดียวกันกับคู่แข่งขันรายอื่นๆ ในช่วงสัปดาห์นี้คือเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดตารางการทำงานที่ดี พยายามพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อชาร์จพลังงานให้แก่ตัวคุณ”

ทีมงานนักแข่งผู้ควบคุมรถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrids หมายเลข 2:

Romain Dumas (35 ปี ชาวฝรั่งเศส):

(ผ่านการแข่งขัน 15 ครั้ง: ผู้ชนะคะแนนรวมอันดับ 1 ฤดูกาล 2010, คะแนนรวมอันดับ 3 ฤดูกาล 2007,  คะแนนรวมอันดับ 5 ฤดูกาล 2015 ผู้ชนะ class GTE ฤดูกาล 2013)

“สำหรับผมแล้ว Le Mans คือการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของฤดูกาล โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นคนฝรั่งเศส รายการนี้ถือว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี กว่า 1 ใน 4 ของผู้เข้าชมนับล้านมารวมตัวกันอยู่รอบๆ สนาม และยังมีผู้คนอีกมากมายที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษในตัวนักกีฬาชาวฝรั่งเศสที่ลงทำการแข่งขัน การคว้าแชมป์ที่สนามแห่งนี้ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในทีมแข่งปอร์เช่คือความใฝ่ฝันที่เป็นความจริง ผมคิดว่าทีมงานของเรามีการเตรียมตัวที่ดีและจะสามารถเอาชัยชนะกลับมาได้อีกครั้งด้วยรถแข่ง 919 เพราะเรามีรถแข่งอันยอดเยี่ยม นั่นจึงส่งผลถึงทีมงานและบุคลากร รวมทั้งทำให้ผมเองรู้สึกดีเอามากๆ”Porsche Team: Neel JaniNeel Jani (32 ปี ชาวสวิสเซอร์แลนด์):

(ผ่านการแข่งขัน 7 ครั้ง: เจ้าของสถิติความเร็วสูงสุดในรอบจัดอันดับ และ คะแนนรวมอันดับ 5 ฤดูกาล 2015)

“เรามีการเตรียมความพร้อมที่ดีเยี่ยมรวมถึงผ่านการทดสอบอีกมากมายหลายลักษณะ นักขับทุกคนพยายามทุ่มเทเวลาอยู่กับรถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid ให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ในส่วนของผมมีวิธีการเตรียมตัวที่ไม่แตกต่างไปจากฤดูกาลที่แล้ว โดยเป็นการเพิ่มเติมสมรรถภาพร่างกายและความอดทน เนื่องจากคุณต้องนั่งอยู่หลังพวงมาลัยในห้องบังคับของรถเป็นเวลายาวนานติดต่อกัน เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขัน WEC ในสนามอื่น ซึ่งผมทำได้เป็นอย่างดีในปีที่ผ่านมา Le Mans คือการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฤดูกาลสำหรับทีมงานและตัวผมเอง แน่นอนว่าทุกคนต่างรู้สึกเครียดในฐานะของผู้ครอบครองตำแหน่งชนะเลิศของรายการนี้เมื่อปีที่แล้ว และจากกฎข้อบังคับในปี 2016 นี้ ทำให้เราต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลง รวมไปถึงกำลังเครื่องยนต์ที่ลดต่ำลง แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถเข้าโค้งได้ด้วยความเร็วที่มากขึ้น ทีมวิศวกรของเราปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร้ข้อผิดพลาด”

Marc Lieb (35 ปี ชาวเยอรมัน):

(ผ่านการแข่งขัน 10 ครั้ง: คะแนนรวมอันดับ 5 ฤดูกาล 2015, ผู้ชนะ class GTE ฤดูกาล 2013, GT2 ปี 2010, GT ปี 2005)

“Le Mans คือการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาในชีวิต ผมเกิดที่สตุ๊ทการ์ท และเติบโตมาใน Zuffenhausen เรียกได้ว่าเป็นบ้านเกิดของปอร์เช่ ในขณะที่ผมมีอายุ 5 ขวบผมเป็นแฟนตัวยงของการแข่งขันในรถแข่ง Group C ซึ่งเข้าร่วมลงแข่งที่ Le Mans และอีกหลายสนามแข่งทั่วโลก ผมพบว่ารถแข่งประเภทนี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่ารถแข่งฟอร์มูล่า วัน เสียอีก มันเป็นความปรารถนาที่จะได้ลงแข่งขันในรายการ Le Mans และคว้าชัยชนะมาครอบครองได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ในความเป็นจริงแล้วผมกำลังจะลงแข่งที่นี่เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งมันมีความหมายมากสำหรับตัวผม ผมไม่รู้ว่าจะสามารถบรรยายความรู้สึกนี้ให้ออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร ทีมงานของเรามีขั้นตอนการทดสอบก่อนแข่งขันที่ดีและมีการเตรียมการที่ยอดเยี่ยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกสนาม ทั้งหมดนี้คือการทำเพื่อสมรรถนะการขับขี่สูงสุดของตัวรถ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดในการแข่งขันระยะยาวตลอด 24 ชั่วโมง”ข้อมูลและสถิติที่น่าสนใจ:

  • จากการคว้าชัยทั้งหมด 17 ครั้ง ปอร์เช่คือผู้ครองสถิติผู้ชนะมากที่สุดในรายการนี้
  • ชัยชนะครั้งแรกของปอร์เช่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1970 (Hans Herrmann/Richard Attwood ในรถแข่ง 917 KH Coupé) และครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2015 ที่ผ่านมา (Earl Bamber/Nico Hülkenberg/Nick Tandy ในรถแข่ง 919 Hybrid)
  • หลังจากหยุดพักเข้าร่วมการแข่งขันยาวนานถึง 16 ปี ปอร์เช่ตัดสินใจหวนกลับสู่สนาม Le Mans อีกครั้งในปี 2014
  • ในฤดูกาล 2015 Neel Jani คือนักแข่งผู้ทำสถิติความเร็วต่อรอบสูงสุดในการแข่งจัดอันดับ ภายหลังจากทำการเปลี่ยนแปลงเส้นทางวิ่ง โดยถูกบันทึกไว้เมื่อเวลาประมาณ 10:00 pm ของวันพุธ ด้วยระยะเวลาต่อรอบที่ 3:16.887 นาที ในรถแข่ง 919 Hybrid ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือเป็นการทำลายสถิติเก่าเมื่อ 7 ปีก่อนหน้านี้ที่ระยะทางรอบสนาม 13.629 กิโลเมตร ลงได้สำเร็จ (รถแข่ง Peugeot 3:18.513 นาที ฤดูกาล 2008).
  • สถิติความเร็วสูงสุดต่อรอบสนามถูกสร้างขึ้นโดย Hans-Joachim Stuck ในปี 1985 ด้วยรถแข่งปอร์เช่ 962 C ที่เวลา 3:14.800 นาที (ความเร็วเฉลี่ย815 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมาโค้งต่อเนื่องหรือ chicanes ได้ถูกเพิ่มเติมลงในเส้นทางวิ่งตรงยาว Mulsanne straight เพื่อลดความเร็วของรถแข่งลง ด้วยสภาพสนามในปัจจุบันนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถทำลายสถิติที่ Stuck เป็นผู้สร้างเอาไว้ได้
  • ในฤดูกาล 2015 รถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid ผ่านรอบจัดอันดับด้วยการออกสตาร์ทในลำดับที่ 1-2-3 นับเป็นตำแหน่งออกสตาร์ทลำดับแรก หรือ pole position ครั้งที่ 17 ของปอร์เช่ในการแข่งขัน Le Mans และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1997
  • ในฤดูกาล 2015 นับเป็นครั้งที่ 9 ที่ปอร์เช่สามารถผ่านรอบจัดอันดับด้วยลำดับที่ 1-2-3 ซึ่งครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1988
  • สถิติความเร็วสูงสุดต่อรอบอันดับที่ 2 รองจาก Jani เป็นของ Bernhard ในฤดูกาล 2015 เช่นเดียวกัน โดยถือเป็นสถิติเวลาที่ดีที่สุดของเขาเองอีกด้วย (3:17.767 นาที) ได้รับการบันทึกไว้ในคืนวันพุธด้วยรถแข่งปอร์เช่ 919 คันที่ 3 ซึ่งคว้าชัยชนะในรายการนี้ไปได้ในส่วนของ Nick Tandy (GB) ทำเวลาได้ดีที่สุดในวันพฤหัสที่ 3:18.862 นาที และออกสตาร์ทในลำดับที่ 3
  • สถิติความเร็วสูงสุดต่อรอบตลอดการแข่งขันทั้งหมด 83 ครั้งที่ผ่านมา ถูกสร้างขึ้นโดย Jackie Oliver ระหว่างการวิ่งทดสอบในปี 1971 ซึ่งระยะทางรวมของสนามยังคงไม่ถูกเปลี่ยนแปลงที่469 กิโลเมตร ที่เวลา 3:13.6 นาที (ความเร็วเฉลี่ย 250.457 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในรถแข่งปอร์เช่ 917 และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาสามารถทำสถิติความเร็วสูงสุดต่อรอบในการลงแข่งขันจริงได้ที่ 3:18.4 นาที (ความเร็วเฉลี่ย 244.387 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • สถิติระยะทางสูงสุดถูกสร้างขึ้นโดยการขับของ Timo Bernhard/Romain Dumas/Mike Rockenfeller ในฤดูกาลแข่งขัน 2010 พร้อมการคว้าชัยชนะของทีมแข่งออดี้ ด้วยระยะทางที่สามารถวิ่งได้ทั้งหมดถึง 5,410.713 กิโลเมตร (397 รอบสนาม ความเร็วเฉลี่ย 228 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • ระยะทางที่รถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid สามารถทำได้ในการเอาชนะในฤดูกาล 2015 อยู่ที่ 5,382.82 กิโลเมตร (395 รอบสนาม ความเร็วเฉลี่ย2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • ในระหว่างการแข่งขันระบบเกียร์ถูกใช้งานทั้งหมดถึง 25,293 ครั้ง (เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ขึ้นและลง)
  • ความเร็วสูงสุดที่รถแข่งปอร์เช่ 919 ทำได้ในฤดูกาล 2015 เกิดจากฝีมือการขับขี่ของ Mark Webber – 340.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้รับการบันทึกไว้ในวันเสาร์เวลา 4:40 pm
  • และเป็น Webber นั่นเองที่เป็นนักขับผู้สูญเสียน้ำหนักตัวมากที่สุดจากนักแข่งทั้งหมด 6 คน โดยก่อนเริ่มการแข่งขัน Webber มีน้ำหนักตัวที่2 กิโลกรัม (รวมอุปกรณ์และหมวกกันน๊อค) หลังจบการแข่งขันน้ำหนักตัวของเขาเหลือเพียง 78.2 กิโลกรัม
  • โค้ง Arnage คือส่วนของสนามที่ต้องใช้ความเร็วต่ำสุด โดยนักแข่งจะลดความเร็วลงจนเหลือประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
  • ในฤดูกาลแข่งขัน 2016 นี้ รถแข่งทั้งหมดในสนามจะมีจำนวนถึง 60 คัน ซึ่งเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในยุคปี 1950
  • การแข่งขันรอบจัดอับดับ (เริ่มต้นวันพุธจนถึงเที่ยงคืนวันพฤหัส) นักแข่งกว่า 180 ชีวิตจะต้องขับรถในเวลากลางคืนอย่างน้อยคนละ 5 รอบสนาม
  • ในขณะที่กฎข้อบังคับของ WEC ให้นับความเร็วสูงสุดต่อรอบจากการเฉลี่ยผลงานของนักแข่ง 2 คน แต่กติกาดั้งเดิมของการแข่งขัน Le Mans นั้น นับสถิติอย่างง่ายด้วยการบันทึกความเร็วสูงสุดต่อรอบที่รถแข่งคันนั้นๆ ทำได้
  • ในฤดูกาล 2016 นี้ การแข่งขัน Le Mans ช่วงเวลากลางคืนจะมีระยะเวลาสั้นกว่าในปีที่ผ่านมาและเกือบจะเป็นปีที่มีระยะเวลากลางคืนสั้นที่สุด โดยพระอาทิตย์จะตกเวลา 10:02 pm และขึ้นอีกครั้งในช่วงเช้าของวันอาทิตย์เวลา 5:59 am.
  • ในกรณีที่การแข่งขันดำเนินไปตามปกติ (ไม่มีการปฏิบัติหน้าที่ของรถ safety car) รถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid ต้องทำการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงทุก 14 รอบสนาม
  • ในการแข่งขันฤดูกาล 2015 ที่ผ่านมา รถแข่ง 919 Hybrid แต่ละคัน ได้รับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 30 ครั้ง
  • การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและการเปลี่ยนยางไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนดังกล่าวพร้อมกัน ทีมช่างเทคนิคเพียง 4 ตำแหน่งและปืนลมเพียงหนึ่งชุดเท่านั้นที่ได้รับอนุญาติให้เข้าถึงตัวรถแข่งเมื่อทำการเปลี่ยนยาง ส่งผลให้ระยะเวลาในการเข้าพิทแต่ละครั้งยาวนานขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน
  • โดยทั่วไปแล้วจะทำการเปลี่ยนตัวนักแข่งพร้อมกับการเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยาง
  • การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจะเกิดขึ้น 3 ครั้งในขณะที่ยาง Michelin จะได้รับการเปลี่ยนเพียง 1 ชุดเท่านั้น ในฤดูกาล 2015 ระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดเท่าที่ยางชุดหนึ่งสามารถวิ่งได้คือ 54 รอบสนามต่อรถ 1 คันและนักแข่ง 1 คน
  • ในระหว่างการแข่งขัน นักแข่งแต่ละคนจะต้องขับรถแข่งในสนามอย่างน้อยที่สุดเป็นระยะเวลารวม 6 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถขับต่อเนื่องได้ติดต่อกันเกิน 4 ชั่วโมง และสามารถขับรถแข่งในสนามได้มากที่สุดไม่เกิน 14 ชั่วโมงจากการแข่งขันทั้งหมด 24 ชั่วโมง
  • เนื่องจากระยะทางของสนามที่มีความยาวเป็นพิเศษ ทำให้จำเป็นต้องใช้ safety car ถึง 3 คันในการแข่งขัน  Le Mans
  • เครื่องมือและอุปกรณ์ที่นำไปใช้ในสนามรวมไปถึง ตัวถังสำรอง เครื่องยนต์ 4 เครื่อง เกียร์ลูกหน้าและเกียร์ลูกหลังอย่างละ 4 ชุด ปีกหน้าและปีกหลังอย่างละ 6 ชุด ล้อ 60 ชุด และวิทยุสื่อสารมากกว่า 100 ชุด
  • ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่นักแข่งสามารถนำไปใช้ในการขับเคลื่อนตัวรถหรือที่เรียกกันว่า boosting นั้นจะถูกจำกัด รถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid มีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 22 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) ต่อระยะทาง 13.629 กิโลเมตรรอบสนาม 1 รอบ หากมองว่ารถแข่งคันนี้คือเครื่องผลิตไฟฟ้า พลังงานที่สามารถผลิตได้ในระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่ใช้แข่งขันจะมีปริมาณใกล้เคียงกับพลังงานที่ครัวเรือนทั่วไปในเยอรมันใช้ได้ถึง 3 เดือน
  • รถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ถึง 900 แรงม้า (662 กิโลวัตต์) โดยที่ 500 แรงม้า (368 กิโลวัตต์) ได้จากการทำงานของเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ V4 ขนาดความจุ0 ลิตร สำหรับระบบไฟฟ้าและระบบชาร์จพลังงานย้อนกลับมีความสามารถในการผลิตพละกำลังมากกว่า 400 แรงม้า (294 กิโลวัตต์)
  • ในฤดูกาล 2016 กฎข้อบังคับในการแข่งขัน กำหนดให้ลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและลดอัตราการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงลง นั่นหมายความว่ารถแข่ง 919 จะมีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่ำลงถึง 5 เปอร์เซ็นต์ต่อรอบสนาม เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขัน Le Mans ในปี 2015
  • ในแง่ของการออกแบบอากาศพลศาสตร์ของตัวรถเพื่อสร้างแรงกดเพิ่มขึ้น (aerodynamic downforce) ส่งผลให้พื้นที่สัมผัสของยาง Michelin เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยทั่วไปแล้วจะมีความกว้างอยู่ที่ 310 มิลลิเมตร
  • ในการแข่งขันสามารถเลือกใช้ยางที่แตกต่างกันได้ตามส่วนผสม 3 ลักษณะคือ ยางสลิก (slick) สำหรับถนนแห้ง ยาง hybrid สำหรับถนนหลากหลายสภาพและยางสำหรับถนนเปียกอีก 2 รูปแบบ
  • ระยะทาง 2 กิโลเมตรจากความยาวรอบสนาม 13.6 กิโลเมตรเป็นถนนที่ใช้งานสาธาณะในช่วงเวลาที่ไม่มีการแข่งขัน
  • สิ่งที่สำคัญที่สุด เหนือกว่าเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้ชนะในรายการ Le Mans คือคะแนนสะสมที่มากเป็น 2 เท่าของรายการแข่งขันอื่นๆ อีก 8 สนามของรายการ FIA World Endurance Championship (WEC) ที่ใช้ระยะเวลาในการแข่งขันทั้งหมดเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น
  • ในตารางอันดับคะแนนของ WEC ทีมปอร์เช่นำอยู่ด้วยคะแนนสะสม 56 คะแนน ตามด้วยทีมโตโยต้า (43คะแนน) และทีมออดี้ (41คะแนน)
  • สำหรับการชิงแชมป์โลกประเภทนักขับ Dumas/Jani/Lieb จากทีมปอร์เช่ รั้งตำแหน่งผู้นำด้วยคะแนนสะสม 43 คะแนน ส่วน Bernhard/Hartley/Webber อยู่ในอันดับที่ 14 ด้วยคะแนนสะสม 1.5 คะแนน
  • รถแข่งปอร์เช่ 919 Hybrid ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นที่ Development Centre ของ Porsche AG ใน Weissach ด้วยทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 260 ชีวิต
  • องค์กรผู้ดูแลการแข่งขันในฤดูกาล 2015 ACO (Automobile Club de l’Ouest) ประกาศจำนวนผู้ชมในสนามทั้งสิ้นกว่า 263,500 คน ผู้สื่อข่าวที่ได้รับการอนุมัติ 1,425 คน (สื่อสิ่งพิมพ์, ภาพถ่าย, โทรทัศน์, ออนไลน์) จาก 42 ประเทศ การแข่งขันได้รับการถ่ายทอดไปยัง 190 ประเทศทั่วโลก เฉพาะช่องกีฬา Eurosport เพียงแห่งเดียวยืนยันจำนวนผู้ชมการแข่งขันถึง 23 ล้านคน และอีกกว่า 2.5 ล้านคน ติดตามชมผ่านทาง Web TV ที่ได้รับการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง

กำหนดการแข่งขันสำหรับทีมปอร์เช่ (LMP1):

ขั้นตอนการตรวจสอบทางเทคนิคของรถแข่งทั้ง 60 คัน จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ระดับ เริ่มต้นในวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน ก่อนการแข่งขัน ที่ Place de la République ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานนิทรรศการตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมือง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบรถแข่ง และนักแข่งทั้ง 180 คนจะต้องทำการนำเสนอข้อมูลของตนเอง ทีมแข่งปอร์เช่ LMP1 มีกำหนดเข้ารับการตรวจสภาพรถแข่งในวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 2:20 pm เป็นต้นไป ขั้นตอนการตรวจสภาพทางเทคนิคจะแล้วเสร็จประมาณช่วงเย็นของวันจันทร์

Comments are closed.