โตโยต้า พร้อมทุ่ม 2 หมื่นล้าน มุ่งผู้นำตลาดรถไฮบริด เมินรถ อีวี อีก10ปี ค่อยว่ากัน !!

0

หลังจากการแถลงยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในปี 2560 กับการหดหายไปของตัวเลข 2% ของโตโยต้า ซึ่งก็ดูจะยอมรับถึงการทำยอดขายไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้แม้จะเปิดตัวรถใหม่ออกมาช่วยกระตุ้นในช่วงปลายปีก็ตาม แต่ในฐานะยักษ์ใหญ่ของวงการจะให้มานั่งอาลัยกับสิ่งที่ผ่านมาแล้วคงไม่ได้ โตโยต้า จึงประกาศความพร้อมเดินไปสู่วันข้างหน้า ด้วยแผนการทุ่มทุนกว่า 20,000 ล้านบาทกับโครงการรถยนต์ไฮบริด

คงเป็นที่ทราบกันดีว่า โตโยต้า คือหนึ่งในค่ายรถยนต์ที่ทำการยื่นขอการส่งเสริมการลงทุนโครงการผลิตรถยนต์ไฮบริดในประเทสไทยไปตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ อนุมัติแผนการส่งเสริมการขยายกิจการให้กับ โตโยต้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (Hybrid Electric Vehicles – HEV) เรียบร้อยแล้ว

 

ในส่วนของรายละเอียดที่เคยมีการเปิดเผยออกมาตั้งแต่ปีก่อนพบว่า โตโยต้าจะมีกำลังผลิตปีละ 70,000 คันต่อปี, การผลิตแบตเตอรี่ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ปีละประมาณ 70,000 ชิ้น และชิ้นส่วนยานพาหนะปีละประมาณ 9,100,000 ชิ้น เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 19,016 ล้านบาท โดยโครงการจะมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 13,314 ล้านบาทต่อปี ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวยซ์ซิตี้ จังหวัดฉะเชิงเทรา

การตั้งเป้ายอดขายรถยนต์ 3 แสนคันในปีนี้ของโตโยต้า จึงเป็นเหมือนการประกาศทวงคืนในทุกตำแหน่งที่เคยครอบครอง โดยจะให้ความสำคัญกับการลงทุนทุกด้าน ตั้งแต่พัฒนาโปรดักต์ใหม่ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ไปจนถึงการเตรียมผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยเพื่อรองรับตลาดกลุ่มรถไฮบริด และรถไฟฟ้าในอนาคต

ฉะนั้น จึงส่งต่อความคาดหวังอย่างแรงกล้าไปยังโตโยต้า ซี-เอชอาร์ ใหม่ ซึ่งเป็นรถไฮบริดรุ่นเบิกฤกษ์ที่ดำเนินการภายใต้โครงการส่งเสริมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของรัฐบาล เพื่อเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้ทั้งภาพลักษณ์และยอดขายของยักษ์ใหญ่ในตลาดกลับคืนมา

โตโยต้า ค่อนข้างจะมีความชัดเจนเรื่องไฮบริดเป็นอย่างมาก และดูยังไม่ค่อยจะชายตามองไปถึงรถไฟฟ้ามากนัก เพราะโตโยต้ามองว่าการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังติดปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ จึงต้องมีกลุ่มรถไฮบริดเป็นสะพานเชื่อมอย่างน้อย 10 ปี เนื่องจากรถอีวียังมีปัญหาหลายจุด โดยเฉพาะสถานีชาร์จไฟ ตลาดน่าจะเป็นของรถยนต์ไฮบริด 80% และจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า ซึ่งในส่วนของแบตเตอรี่ที่บีโอไอกำหนดว่าต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศปี 2563 นั้น ทางบริษัทคาดว่าจะทำได้เร็วขึ้นเป็นปี 2562 ส่วน ณ เวลานี้ ยังคงนำเข้าแบตเตอรี่จากต่างประเทศ

การเพิ่มการการรับประกัน ซี-เอชอาร์ จาก 3 ปี 100,000 กม. เป็น 5 ปี 150,000 กม. โดยเงื่อนไขการรับประกันใหม่นี้ อยู่ในระหว่างการพิจารณานำมาปรับใช้เพิ่มให้กับรถยนต์โตโยต้าใหม่ทุกรุ่น ส่วนแบตเตอรี่ ของรถยนต์ไฮบริด จะรับประกัน 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง คือหนึ่งในกลยุทธ์สร้างความเข้าใจและเพิ่มความมั่นใจอย่างจริงจังให้กับลูกค้าที่กำลังสนใจในรถไฮบริดของโตโยต้า

การเพิ่มวารันตีในลักษณะนี้นับเป็นเรื่องใหม่ของวงการรถยนต์ญี่ปุ่นในประเทศไทย ไม่เน้นแข่งราคา ไม่เน้นแข่งโปรโมชั่น แต่กำลังสร้างทางใหม่ ด้วยคุณภาพและงานบริการ ซึ่งคงต้องรอดูว่าเมื่อค่ายอื่นเปิดรถไฮบริดออกมาจะเกทับกันด้วยกลยุทธ์แบบใด แต่ทั้งหมดทั้งมวล เมื่อการแข่งขันมากไม่ว่าจะในด้านใด ผลประโยชน์ย่อมตกอยู่กับผู้บริโภคเป็นแน่

สุดท้าย การทุ่มงบประมาณ กว่า 20,000 ล้านบาทกับโครงการรถยนต์ไฮบริด เป็นจำนวนเงินมหาศาลที่คงไม่ใช่การลงทุ่นเพื่อผลิตรถเพียงรุ่นเดียวเป็นแน่ อนาคตเราคนไทยจึงน่าจะได้เห็นไฮบริดรุ่นใหม่ ๆจากโตโยต้ามากยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ การลงทุนครั้งนี้ไม่ควรเสียเปล่าด้วยการผลิตรถออกมาแล้วไม่โดนใจลูกค้า เหมือนกับบทเรียนในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา

การศึกษาและทำความเข้าใจกับตลาดยุคใหม่ โดยเฉพาะเรื่องของดีไซน์…ควรจะเป็นเรื่องที่โตโยต้าต้องทำการบ้านมาก ๆ กว่าเรื่องอื่นใด เพราะคนโตโยต้าเองก็รู้ดีกว่าใคร ว่าตัวเลขที่ปรากฎในปีที่ผ่านมา เป็นเพราะปัญหาเรื่องอะไร ? ซึ่งถ้าแก้ได้คำว่าแชมป์ยอดขาย ยังไงก็กลับมา

 

 

Comments are closed.