Seat Leon Sportstourer

0

Seat เปิดตัว The all-new SEAT Leong เจนเนอเรชั่นล่าสุดลำดับที่ 4 แห่งอนุกรม Leon พร้อมชูจุดเด่นด้านสมรรถนะ ด้วยเครื่องยนต์เทคโนโลยีใหม่ที่มากับทางเลือกหลากหลาย ว่ากันตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินในรหัส TSI, เครื่องยนต์ดีเซลในรหัส TDI, เครื่องยนต์เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ Compressed Natural Gas (TGI) ไปจนถึงเครื่องยนต์ Mild-Hybrid (eTSI) และ Plug-in Hybrid (eHybrid) ซึ่งทั้งหมดจะมากับแพลทฟอร์มใหม่ที่ชื่อ MQB Evo ที่มีการปรับปรุงขึ้นไปอีกขั้น

เรื่องของงานดีไซน์ the all-new SEAT Leon ได้พัฒนา Design Language ขึ้นใหม่เพื่อสร้างความโดดเด่นมากกว่าเจนเนอเรชั่นที่ผ่านมาด้วยดีไซน์ความสะดุดตา และแข็งแกร่ง พร้อมด้วยการผสมผสานตัวตน DNA ของโมเดล Leon เข้าไปอย่างลงตัวบนพื้นฐานของยนตรกรรมแบบ 5 ประตู Variant และโมเดล Sportstourer ซึ่งจะกลายเป็นแนวทางการออกแบบให้กับยนตรกรรมรุ่นต่อไปในอนาคต ท้งยังรวมถึงการมีค่าอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้นกว่ารุ่นที่แล้วราวๆ 8%

โดยมุมมองด้านหน้าดูแข็งแกร่งด้วยสไตล์ 3 มิติ ที่มีความสอดรับกันระหว่างชุดกระจังหน้า และชุดไฟหน้าแบบ LED พร้อมเส้นสันบนฝากระโปรงหน้าที่เฉียบคมขึ้น รับกับการปรับองศาความลาดเอียงของเสา A-Pillar ใหม่ ขณะที่ด้านหลังมากับชุดไฟท้ายแบบ LED ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อกัน เช่นเดียวกับรูปแบบของชุดสปอยเลอร์หลังคาที่สื่อถึงความเคลื่อนไหว แม้จอดนิ่ง

ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีธีมเดียวกับภายนอก โดยเน้นผู้ขับขี่เป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมจุดเด่นเรื่องความสะดวกสบาย ด้วยหน้าจอ Infotainment ที่มีขนาดใหญ่ถึง 10 นิ้ว, ระบบไฟตกแต่งห้องโดยสาร Wraparound Dashboard Light รอบห้องโดยสาร ตลอดจนความสามารถของรถเอนกประสงค์ด้วยพื้นที่การบรรทุกที่มีขนาดถึง 617 ลิตร หรือมากกว่าเจนเนอเรชั่นที่แล้วถึง 30 ลิตร

ในเรื่องของขุมพลังมากับการอัพเกรดใหม่ทั้งหมด ด้วยเครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่เริ่มต้นตั้งแต่ขุมพลังเบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร TSI ที่จัดมาให้เป็นครั้งแรกใน SEAT Leon โดยจะมีให้เลือก คือ 90 แรงม้า และ 110 แรงม้า ขยับขึ้นมาจะเป็นพิกัด 1.5 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharger ซึ่งมากับระบบตัดการทำงานของกระบอกสูบ Active Cylinder Management ที่มากับ 2 ทางเลือกเช่นกัน คือ 130 แรงม้า และ 150 แรงม้า ปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์บล็อกใหญ่สุดในพิกัด 2.0 ลิตร ที่มากับระบบส่งกำลังแบบคลัทช์คู่ ซึ่งมีพละกำลังสูงสุดระดับ 190 แรงม้า จับคู่เกียร์อัตโนมัติ DCT

ด้านขุมพลังดีเซลสำหรับรุ่น 5 ประตู Variant และโมเดล Sportstourer จะมากับ 2 ทางเลือกในพิกัด 2.0 ลิตร TDI คือ 115 แรงม้า และ 150 แรงม้า ซึ่งจะมาพร้อมกับตัวเลือกระหว่างเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ DSG โดยที่รุ่นย่อย Sportstourer พละกำลัง 150 แรงม้าจะมีตัวเลือกเป็นชุดเกียร์อัตโนมัติ DSG และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Drive ให้เลือกเพิ่มเติม

ฝั่งรุ่นเครื่องยนต์ก๊าซธรรมชาติ CNG จะมากับ 1.5 ลิตร TGI พร้อมกับถังก๊าซขนาดความจุ 17.3 กก. ที่สร้างพละกำลังสูงสุดถึง 130 แรงม้า และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ส่วนเวอร์ชั่นรักษ์โลกรุ่น Mild-Hybrid (eTSI) จะมากับ 2 ตัวเลือก คือ เครื่องยนต์เบนซิน TSI ขนาด 1.0 ลิตร TSI พละกำลัง 110 แรงม้า และขนาด 1.5 ลิตร 150 แรงม้า พ่วงตัวช่วยเป็นแบตเตอรี่ขนาด 48 กิโลวัตต์ โดยทั้ง 2 รุ่นจะกับระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ DCT Dual-Clutch

ปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์ Plug-in hybrid ซึ่งมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.4 ลิตร TSI พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้า ที่รับพลัลงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาด 13 กิโลวัตต์ และมีกำลังรวมถึง 204 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ DSG 6 สปีด และขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้เป็นระยะทางถึง 60 กม.

Comments are closed.